พบกับเราที่ Google+ 2013

2556/07/06

เทคนิคซื้อแล้วรวยกับออริเฟลม oriflame

 เทคนิคการซื้อแล้วรวย (พลังของผู้ซื้อกึ่งผู้ขาย)
Pro-Sumer Power


“  คนขาย = ได้เงิน  ขณะที่คนซื้อ = จ่ายเงิน, 
ถ้าคุณเป็นคนซื้อกึ่งคนขาย = คุณจะทำเงินขณะที่จ่ายเงิน ”
 
พลังของผู้ซื้อกึ่งผู้ขาย Pro-Sumer Power
ปัจจุบันสินค้าในตลาดมีเพิ่มมากขึ้น ร้านค้ามีมากขึ้น ทั้งร้านสะดวกซื้อ อย่างเซเว่น-อีเลฟเว่น (7-11) การขยายตัวของร้านค้าขนาดใหญ่ที่ขายสินค้าลดราคา ห้างร้านดิสเคาน์สโตร์ทั้งหลาย เช่น บิ๊ก-ซี (Big-C) เทสโก้ โลตัส (Tesco Lotus) คาร์ฟูร์ (Carrefour) เป็นต้น ทั้งกลยุทธ์การตลาดที่มีอย่างมากมาย จนทำให้ราคาสินค้าและบริการในปัจจุบันลดลงอย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ผู้บริโภค “ประหยัด” เงินจำนวนมาก หรือนี่จะเป็น “ ยุคของผู้บริโภค ” อย่างแท้จริง ? ? ?

ลองคิดใหม่อีกครั้ง!!! จริงหรือไม่…ผู้บริโภคจะ “ประหยัด” เงินจากการซื้อสินค้าราคาถูก? หรือพวกเรากำลังใช้จ่ายเพื่อความยากจนกันแน่ ? ในขณะที่ร้านค้าสะดวกซื้อ และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่กำลังเติบโต และสร้างผลกำไรจนทำลายสถิติ “  แม้ห้างจะลดราคา 40% เรายังต้องจ่ายเพิ่มอีก 60% และจ่ายแล้ว ไม่มีโอกาสได้กลับคืนมา ”

รู้หรือไม่!!!…เมื่อคุณจ่ายเงินซื้อของ 100 บาท มีส่วนลด 40% คุณไม่ได้ประหยัดเงิน 40 บาท นะครับ คุณยังต้องจ่ายเพิ่มอีก 60 บาท!!! (ลองอ่านซ้ำอีกรอบ) เพราะเมื่อคุณนำเงิน 60 บาท   จากการซื้อสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวัน คุณไม่เพียงสูญเงิน 60 บาท แต่คุณยังไม่สามรถนำเงิน   60 บาท ที่ใช้จ่ายไปนั้น นำไปใช้ลงทุนได้อีกด้วย นั่นแสดงว่า การซื้อสินค้าจะเป็นการลดเงินในกระเป๋าของคุณเอง แทนที่จะเป็นการเพิ่มเงินในระบบการเงินของคุณ

    ความเป็นจริงคือ ผู้บริโภคไม่มีทางสร้างความมั่นคงทางการเงินได้เลย เนื่องจากพวกเขายังคงรับฟังโฆษณาชวนเชื่อให้ซื้อสินค้า ผ่านพรีเซนเตอร์ดาราดังทั้งหลาย โดยที่ดาราดังเหล่านั้นไม่เคยใช้สินค้าด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ  และกลยุทธ์การทำตลาด ลดราคาสินค้าลงตามกาลเวลา เช่นสินค้าในคอลเลค
ชั่นก่อนหน้าที่คุณซื้อ ถูกลดราคาลง 40% ในปีนี้อย่างน่าเจ็บใจ ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้บริโภคคิดเพียงแต่จะใช้เงิน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียสินทรัพย์และความฝัน  แต่ในทางตรงกันข้าม…ร้านค้าใหญ่ๆ ที่จำหน่ายสินค้าลดราคากลับร่ำรวยมหาศาล ทำลายสถิติสร้างผลกำไรให้กับพวกเขาและผู้ถือหุ้น แนวคิดแบบผู้ขายจะมุ่งอยู่กับการลงทุน และสร้างผลกำไร ที่เป็นกุญแจไปสู่ความมั่งคั่งร่ำรวย

    ณ ปัจจุบัน ขอขอบคุณความคิดต้นแบบแนวใหม่ที่เรียกว่า แนวคิดแบบ “ผู้ซื้อกึ่งผู้ขาย” ที่ทำให้คนทั่วไปสามารถพอใจกับโลกทั้ง 2 ด้านได้ดีที่สุด นั่นคือ พวกเขาสามารถสร้างความร่ำรวยในขณะจับจ่ายใช้สอยได้ นั่นคือ  “ การซื้อแบบฉลาด  ไม่ใช้ซื้อเพราะราคาถูก " หาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่หนังสือ  “ วิธีการสร้างความมั่งคั่งด้วยการ “ ซื้อ ” อย่างฉลาด" ไม่ใช่ซื้อ ”  เพราะราคาถูก ”   ที่เขียน โดย ดร. บิลล์ เควน

    ขณะนี้ ผู้ซื้อกึ่งผู้ขาย ได้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จำนวน 62 ล้านคนทั่วโลก เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว ในช่วง 10 ปี  ที่ผ่านมา เฉพาะในประเทศไทย มีสมาชิกประมาณ 9 ล้านคน คิดเป็น 15 เปอร์เซนต์ของจำนวนคนไทยทั้งหมด ในขณะที่มูลค่าการตลาดทั่วโลก รวม 4 ล้านล้านบาท และในไทย 4.7 หมื่นล้านบาท  (ที่มา: สมาคมธุรกิจขายตรง มิถุนายน 2552) โดยสาเหตุของการเพิ่มจำนวนมาจากการเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และมีความรู้เท่าทัน และแนวคิดที่ฉลาดมากขึ้น

พวกเขามีแนวคิดแบบผู้ซื้อแบบเจ้าของร้าน ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อ อย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น (7-11) คุณคงไม่ไปซื้อสินค้าจากร้านเทสโก้ โลตัส (Testco Lotus) แน่ๆ ดังนั้นผู้ซื้อกึ่งผู้ขายต้องเป็นเจ้าของร้านเอง และเป็นที่มา…ร้านของผม ที่เรียกว่า “ร้าน-ของฉัน (My-Mart)” และผู้ซื้อกึ่งผู้ขายเรียนรู้ที่จะซื้อของจาก “ร้านของฉัน” แล้วบอกคนอื่นๆให้เรียนรู้ระบบการทำซ้ำ ที่จะมี ร้านของฉันเองเหมือนกัน และด้วยวิธีการเช่นนี้จะทำให้เขาสร้างความมั่งคั่งได้ในขณะใช้จ่าย การเป็นผู้ซื้อกึ่งผู้ขายจะทำธุรกิจเพื่อตนเอง  แต่ไม่ใช่ด้วยตัวเอง มาสร้างรายได้ไปด้วยกันกับพวกเรา

นี่เป็นแนวคิดที่แสนธรรมดาเป็นการปฏิวัติวิธีซื้อ และการทำงานของผู้คน  เมื่อคุณเปลี่ยนวิธีคิดและนิสัยการซื้อแบบเดิมๆ จากแนวคิดผู้บริโภคที่หวังผลระยะสั้น ไปสู่แนวคิดของ ผู้ซื้อกึ่งผู้ขาย ที่หวังผลระยะยาว คุณก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้

ลองศึกษาดูตัวอย่าง บริษัทเเละสินค้า ที่ให้หลักการของ Pro Sumer Power ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ที่ http://my.oriflame.co.th/chaiyos   หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
จาก ไชยยศ ทองสุข   โทร 086-256-3300 Ais,  089-626-3736 Dtac
ความสำเร็จ และรวย รวย รวย …จงเคียงข้างคุณอยู่เสมอ

2556/06/03

ORIFLAME ออริเฟลมโรงเรียนสอนให้รวย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ตื่นเช้าขึ้นมา ก็ต้องอาบน้ำ
ล้างหน้า, ฟอกสบู่, สระผม, โกนหนวด, ทาครีมกันแดด, แต่งเติมสีสันบนใบหน้า, ทาน้ำหอม แล้วค่อยออกไปทำงาน ...พอตกเย็นกลับบ้าน ก็ต้องอาบน้ำ, ล้างหน้า, ทาแป้ง, บำรุงผิวหน้า-ผิวกาย, ตกแต่งเล็บ, ดูแลมือและเท้า ฯลฯ

กิจวัตรประจำวันเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายประจำวันเหล่านี้ไม่เคยสร้างรายได้ให้กับคุณเลย ...คุณว่าจริงมั้ย ???

แล้วจะดีกว่ามั้ย... ถ้าค่าใช้จ่ายประจำวันเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้ให้กับคุณ ???

ซึ่งวิธีการก็ง่าย ๆ เพียงแค่คุณใช้ผลิตภัณฑ์ออริเฟลม และแนะนำให้คนที่คุณรู้จักได้ใช้ผลิตภัณฑ์ออริเฟลม ...คุณก็สามารถได้รับรายได้ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดรวมการสั่งซื้อของทุกคน และแน่นอน... หากคนที่คุณแนะนำเขาไปแนะนำต่อ ยอดรวมการสั่งซื้อก็จะเพิ่มขึ้นป็นทวีคูณ และนั่น!! หมายถึงรายได้ของคุณก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น

คุณ แนะนำ A.. ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ออริเฟลม .. คุณก็ได้รับเงิน
A .. แนะนำ B.. ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ออริเฟลม .. คุณก็ได้รับเงิน
B .. แนะนำ C.. ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ออริเฟลม .. คุณก็ได้รับเงิน
C .. แนะนำ D.. ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ออริเฟลม .. คุณก็ได้รับเงิน
D .. แนะนำ E.. ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ออริเฟลม .. คุณก็ได้รับเงิน
E .. แนะนำ F.. ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ออริเฟลม .. คุณก็ได้รับเงิน

ไม่ว่าใครแนะนำใครให้ใช้ ..คุณก็ได้รับเงิน

สิ่งที่คุณต้องทำก็มีเพียงแค่.. ทำการประชาสัมพันธ์ - แนะนำ - บอกต่อ สร้างเครือข่ายผู้บริโภคที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์ของเราเท่านั้น


ออริเฟลมเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติคุณภาพสูง เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1967 ที่เมืองสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยสองพี่น้อง โจนัส และ โรเบิร์ต อัฟ จ็อคนิค ...ปัจจุบัน ออริเฟลมเป็นบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ในสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และมีสาขาอยู่ในปรเทศต่าง ๆ มากกว่า 62 ประเทศ มีจำนวนที่ปรึกษาธุรกิจออริเฟลมทั่วโลกมากกว่า 3 ล้านคน และมียอดจำหน่ายมากกว่า 35,000 ล้านบาทต่อปี

ผลิตภัณฑ์ออริเฟลมผลิตด้วยวัสดุธรรมชาติที่ได้รับประกันความบริสุทธิ์และมีคุณภาพสูง ทั้งจากผลไม้ ดอกไม้ และ  พืชพันธุ์นานาชนิด ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด ผลิตโดยเครื่องมือทันสมัยจากโรงงานในยุโรป พร้อมระบบควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างเข้มงวด และไม่ทำลายสภาวะแวดล้อม ด้วยความเชี่ยวชาญด้านผิวพรรณของออริเฟลมกว่า 43 ปี เราจึงมั่นใจว่าทุกผลิตภัณฑ์ของออริเฟลมจะสร้างความพึงพอใจให้กับคุณได้อย่างสูงสุด และหากไม่พอใจในผลิตภัณฑ์ ทางออริเฟลมยินดีคืนเงินให้ 100 % เต็ม

ออริเฟลมมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 900 รายการ โดยนำเสนอผ่านทางรูปเล่มแคทตาล็อกเป็นหลัก ...ในแต่ละเดือน จะมี   โปรโมชั่นพิเศษและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เสมอ แคทตาล็อกแต่ละเล่มจะมีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดและสวยงาม คุณจึงสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับคุณและครอบครัวได้อย่างง่ายดาย

สะดวกยิ่งขึ้นกับระบบการจัดส่งที่รวดเร็วทันสมัย ด้วยหน่วยรถที่จะส่งผลิตภัณฑ์ให้คุณถึงหน้าบ้าน พร้อมรูปแบบการสั่งซื้อและการชำระเงินที่หลากหลาย คุณจึงรู้สึกได้ถึงความสะดวกและง่ายดายในการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ออริเฟลม

คุณสามารถเข้าร่วมโครงการได้ง่าย ๆ โดยลงทะเบียนสมาชิกวันนี้ เพียงแค่ 300 บาท รับฟรีทันที!!


- ส่วนลดจากการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ 30 % (ราคาแคทตาล็อก ลบด้วย ราคาทุน)
- แคทตาล็อกออริเฟลม จัดส่งถึงบ้านคุณ ฟรี !! 12 เดือน
- ตัวอย่างครีมบำรุผิว 2 ชนิด
- ตัวอย่างลิปสติก 2 ชนิด
- ตัวอย่างน้ำหอม 2 ชนิด
- กระเป๋าสะพายออริเฟลม
- คู่มือดูแลสุขภาพผิว "Skin Care Guide"
- โปรแกรมต้อนรับสมาชิกใหม่


สนใจขายหรือขยายธุรกิจเครื่องสำอางค์จากธรรมชาติมาตราฐานยุโรป ORIFLAME
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  คุณไชยยศ Tel : 08-9626-3736 DTAC, 08-6256-3300 AIS
E-mail : chaiyosth@gmail.com

ดูรายละเอียดตัวอย่างแคทตาล็อก หรือสมัครสมาชิกได้ที่

http://www.oriflamethai.tk/



2556/03/25

ความล้มเหลว

เพิ่มคำอธิบายภาพ
ความล้มเหลวเกือบทั้งชีวิตของ "ผู้พันแซนเดอร์ส"
…พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความสุขอยู่ได้ไม่นานนักจนอายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป เพราะทนใช้ชีวิตกับเขาไม่ได้

ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลวแต่เขาก็ยังต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลวเหมือนเดิม เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว)

แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง! แต่ก็อย่างว่าแหละคนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมดเลยเชียวหรอ สิ่งเดียวที่เขาพบว่าเขาทำได้ดีก็คือ "การทำอาหาร" ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา

ชีวิตที่ร้านกาแฟเขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร แต่เขากลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ เขาเปลี่ยนความคิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ เพราะเขารักและคิดถึงเธอเหลือเกิน

เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน เขาวางแผนทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของเขา เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ "ลักพาตัวเธอ!"

แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนกอยู่บ้าง แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขามีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา ... วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลยแม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว เขารู้สึกเหมือนคนที่ พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะ ต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต

แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้ พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65 ปี วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์ ( ราวสี่พันบาท) เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือ ใช้ชีวิตอยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้ ชีวิตของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง หลังจาก 65 ปีอันยาวนาน เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า "จะฆ่าตัวตาย"

เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา...เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่ เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสักอย่างเลย ! (เพิ่งนึกได้)

เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้ บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่! เขารู้วิธีปรุงอาหาร ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา

เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกันสังคมฉบับต่อไปของเขา ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟนั้น เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา

แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ

เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จ ที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือ มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ "สู้ต่อ" หรือ "ยอมแพ้" สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ

ขอบคุณที่มา : http://webboard.sanook.com/forum/?topic=3690653