พบกับเราที่ Google+ ฟิชออย์

ฟิชออย์


  • ทำไมจึงต้องเสริมโอเมก้า 3

    กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็น หมายความว่า ไม่สามารถสร้างเองได้ภายในร่างกาย ต้องรับจากอาหารเท่านั้น แทบทุกระบบภายในร่างกายจะใช้ประโยชน์จากกรดไขมันจำเป็น อาทิเช่น ระบบหลอดเลือดหัวใจ(ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลัน และ อัมพาต) ระบบประสาท(ช่วยเพิ่มความจำ และ) สายตา(ช่วยในการมองเห็น) ระบบภูมิคุ้มกัน(ลดอาการภูมิแพ้) ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบสืบพันธุ์ และ ระบบข้อกระดูก กรดไขมันโอเมก้า 3 มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ(ช่วยบรรเทาอาการข้ออักเสบ) และที่สำคัญที่สุด กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยให้ผิวเปล่งประกายและสุขภาพดีขึ้น โดยเป็นส่วนหนึ่งในการใช้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์ช่วยคงความชุ่มชื้นและแข็งแรง ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสติน จึงส่งผลให้ผิวดูอ่อนเยาว์และสดใส ร่วมกับการใช้ วิตามินเอ ดี และอี ช่วยปกป้องการเกิดสิว ไม่ว่าจะเป็น สิวหัวขาวและหัวดำ


  • น้ำมันปลาอาจจะมีสารพิษปนเปื้อน แล้วผลิตภัณฑ์น้ำมันปลาโอเมก้า 3 ของเวลเนส บาย ออริเฟลม จะมีการปนเปื้อนหรือไม่

    น้ำมันปลาของเราได้จากปลาที่จับจากทะเลอันบริสุทธิ์ ณ. มหาสมุทรแอทแลนติก ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างการผลิตก็ยังมีกระบวนการทำให้บริสุทธิ์เพิ่มเติมด้วย อาทิเช่น การป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น และผ่านการกลั่นในระดับโมเลกุล และผ่านการทดสอบทางเภสัชกรรม


  • สามารถใช้เวลเนสบายออริเฟลมน้ำมันปลาโอเมก้า 3 ในเด็กได้หรือไม่

    สูตรถูกพัฒนามาเพื่อความต้องการของผู้ใหญ่ ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ใช้ในเด็ก (ต่ำกว่า 12 ปี หรือตามแต่กฎหมายการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของแต่ละประเทศ) แต่อย่างไรก็ตาม น้ำมันปลาโอเมก้า 3 มีประโยชน์อย่างมากมายในการช่วยการเจริญเติบโตของเด็ก เช่น ช่วยพัฒนาการทำงานของสมองและจิตใจ เพิ่มสมาธิ ความจำระยะสั้นและ ทักษะในการอ่าน นอกเหนือจากนี้ ยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยปกป้องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ

    เด็กควรจะได้รับปริมาณโอเมก้า 3 ในระดับสมดุลกับอาหารของพวกเขา นั่นหมายความว่า ถ้าหากเด็กได้รับพลังงานจากอาหารในปริมาณสูงก็ควรจะรับประทานโอเมก้า 3 สูงตาม และแน่นอนว่า ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์ที่ได้ให้เด็กรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดใดๆ ก็ตาม


  • ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันปลาโอเมก้า 3 ในปริมาณที่เกินขนาด

    เป็นที่ทราบกันดีว่าน้ำมันปลาจะลดความหนืดของเลือด (ลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน) ดังนั้น ถ้าหากมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือ หรือรับประทานต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใด ๆ ทุกครั้ง


  • จริงหรือไม่ที่มีเพียงแค่น้ำมันปลาเท่านั้นที่มีโอเมก้า 3 น้ำมันจากพืชไม่พบใช่หรือไม่

    น้ำมันทั้งสองชนิดพบกรดไขมันโอเมก้า 3 แต่เป็นคนละชนิดกัน น้ำมันปลา มีกรดไขมัน EPA และ DHA ส่วนน้ำมันจากพืชมีกรดไขมัน ALA แต่สำหรับร่างกายเรานั้น กรดไขมันที่สำคัญที่สุดคือ EPA และ DHA ซึ่งจะพบมากบริเวณ สมอง เส้นประสาท ดวงตา(เรตินา) และเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เนื่องจาก ช่วยสนับสนุนการทำหน้าที่ในระดับที่เหมาะสมของ หัวใจ หลอดเลือด สมอง เส้นประสาท ดวงตา ผิวหนังและกระดูกข้อ

    น้ำมันจากพืชพบกรดไขมัน ALA (อัลฟา ไลโนเลอิก แอซิด) โดยในร่างกายของบางคนสามารถเปลี่ยน ALA เป็น EPA ได้ ดังนั้น ข้อแตกต่างของกรดไขมันที่ได้จากน้ำมันปลาและน้ำมันพืช คือ
    1. ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเปลี่ยนกรดไขมัน ALA เป็น EPA
    2.  กระบวนการเปลี่ยนดังกล่าวจะลดลงในผู้สูงอาย
    และแม้ว่าร่างกายจะสามารถเปลี่ยน ALA เป็น EPA ได้ เราก็ยังคงต้องการ DHA ในการดำรงชีวิตอยู่ดี และเราก็ไม่สามารถทราบได้แน่ว่าใครบ้างที่สามารถเปลี่ยน ALA ได้ ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่ต้องรับประทานน้ำมันปลาโอเมก้า 3 แคปซูลเพื่อความมั่นใจว่าได้รับ EPA และ DHA เพียงพอ


  • ฉันกำลังตั้งครรภ์ ฉันได้ยินมาว่า โอเมก้า 3 ดีต่อลูกของฉัน จริงหรือไม่

    จริง กรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง DHA มีความสำคัญในการพัฒนาและการทำหน้าที่ของระบบประสาท ระบบสมอง ระบบสายตา ของทารกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอดและในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากคลอดแล้ว ดังนั้น แม่ที่เสริมกรดไขมันโอเมก้า 3 จะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ทารกในครรภ์ได้รับกรดไขมันจำเป็นไปด้วย




  • ไม่มีความคิดเห็น:

    แสดงความคิดเห็น