พบกับเราที่ Google+ สวีดิช คอมเพล็กซ์

สวีดิช คอมเพล็กซ์


  • แอสตาแซนติน คืออะไร

  • แอสตาแซนติน เป็นสารในกลุ่ม แคโรตีนอยด์ เป็นวัตถุ(สารให้สี)อินทรีย์ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ พบในพืช สาหร่าย เห็ดรา หรือ แบคทีเรีย แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ แซนโตฟิลส์ และ แคโรทีน มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

    แอสตาแซนตินมีสีแดง ละลายในไขมัน มักพบใน สาหร่าย ยีสต์ ปลาแซลมอน ปลาเทร้าท์ กุ้ง และนกบางชนิด แอสตาแซนตินไม่เหมือนกับแคโรทีนอยด์ เนื่องจากไม่เปลี่ยนเป็นวิตามิน A ภายในร่างกายมนุษย์ การได้รับวิตามิน A มากเกินไป เป็นพิษต่อมนุษย์ ในขณะที่แอสตาแซนตินไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

    ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแอสตาแซนตินมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระได้มากกว่าวิตามิน E ถึง 100 เท่ามีประโยชน์ในการดักจับอนุมูลอิสระจากร่างกาย อนุมูลอิสระเป็นอะตอมที่ไม่เสถียรซึ่งมีอิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยวพร้อมที่จะขโมยอิเลคตรอนจากอะตอมอื่น เมื่ออนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่มีความเสถียร จะทำให้กลายเป็นอนุมูลอิสระและเกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ของการเกิดอนุมูลอิสระ นักวิทยาศาสตร์หลายท่านเชื่อว่า สาเหตุของการเกิดการชรา เกิดมาจาก การที่เซลล์ถูกทำลาย โดยการที่ไม่สามารถ ควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระนี้ได้
    แอสตาแซนตินมีสูตรโครงสร้างโมเลกุลที่เป็นเอกลักษณ์จึงทำให้มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่เหนือกว่า

  • ทำไมฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของแอสตาแซนตินจึงแรงกว่าวิตามิน 100 เท่า

    แอสตาแซนติน แตกต่างจากเบต้าแคโรทีนตัวอื่นและวิตามอี ตรงที่มีออกซิเจนโมเลกุลสองตำแหน่ง จึงเพิ่มความสามารถไม่เพียงแค่ดักจับอนุมูลอิสระ แต่ยังหยุดการทำลายปฏิกิริยาลูกโซ่อนุมูลอิสระอันจะนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆขึ้น เนื่องจากสูตรโครงสร้างทางเคมีที่โดดเด่นนี้เอง แอนตาแซนตินจึงได้รับการยกสถานะขึ้นเป็น แคโรทีนอยด์อีกชนิดหนึ่ง ในนามของ แซนโทฟิลส์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่า

    แอสตาแซนตินมีฤทธิ์สูงมาก การศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเบต้าแคโรทีนถึง 10 เท่า และสูงกว่าวิตามินอีถึง 100 เท่า ไม่เพียงแต่การดักจับอนุมูลอิสระ แต่แอสตาแซนตินยังสามารถทำงานร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ เช่น วิตามินซีและอี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี

  • ประโยชน์จากการรับประทานแอสตาแซนตินเป็นประจำคืออะไร

    กลไกการทำงานของแอสตาแซนตินพิสูจน์แล้วว่าช่วยป้องกันเซลล์จากการเกิดการแก่ก่อนวัย และการถูกทำลาย ดังนั้น ผลประโยชน์ที่ทราบในปัจจุบันได้แก่ บำรุงสุขภาพผิว เพิ่มความแข็งแรงของการทำงานของกล้ามเนื้อ และ เพิ่มความทนทาน ช่วยลดอาการของภาวะธาตุพิการ (อาหารไม่ย่อย) ช่วยในการมองเห็น

  • แอสตาแซนตินช่วยฟื้นฟูสภาพผิวได้อย่างไร

    ผิวหนังของมนุษย์จัดเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย และเป็นด่านแรกที่ร่างกายจะสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอก เป็นกำแพงที่ช่วยป้องกันจากสภาพเลวร้ายภายนอก ไม่ว่าจะเป็น รังยูวี อากาศแห้งจัดหรือเย็นจัด ความร้อน มลภาวะ เหล่านี้ก็เป็นเหตุผลให้เห็นถึงความสำคัญของการได้รับ วิตามิน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่เหมาะสมที่นอกเหนือจากการดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพียงอย่างเดียว

    แอสตาแซนตินมีความสำคัญในการช่วยคงความสดใสและดูมีสุขภาพดีของผิวหนัง อาหารที่ไร้ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุ รวมถึง มลภาวะ การสูบบุหรี่ และรังสียูวี ส่งผลให้ผิวหนังของเราหม่นหมองและไร้ชีวิตชีวา แอสตาแซนตินปกป้องผิวหนังจากการเข้าทำร้ายของอนุมูลอิสระ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหลังจากการโดนแสงแดด และ รังสียูวีเอ ยูวีบีแผดเผาอีกด้วย พบว่า รังสียูวี และมลพิษทางอากาศ จะดึงเอาสารอาหารที่จำเป็นต่อการใช้เป็นเกราะกำบังของผิวหนัง ผลที่ตามมาคือ ผิวหนังจะเริ่มแห้งและไร้สุขภาพดูหมองคล้ำ แอสตาแซนตินจะออกฤทธิ์ช่วยให้ผิวหนังที่แห้งคล้ำกลับมีความชุ่มชื้น เพื่อน้ำและความยืดหยุ่น มอบน้ำมันธรรมชาติแก่ผิว และช่วยให้เกิดความสมดุลของเกราะกำบังผิว

  • แอสตาแซนตินช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้หรือไม่

    ริ้วรอย คือ เส้นเล็ก หรือ รอยพับย่น ที่ปรากฎขึ้นบนผิวหนัง เป็นผลสืบเนื่องจาก ผิวหนังชั้นในสุดถูกทำลาย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความชรา ซึ่ง ความชราก็เป็นกระบวนการที่ต้องเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน ผิวหนังแก่และเสื่อมลงทุกนาที ในความเป็นจริงแล้วผิวหนังจะใช้เวลาในการสร้างเซลล์ผิวใหม่เพื่อทดแทนเซลล์ผิวที่ตายแล้วราวๆ 4 สัปดาห์ แต่พบว่ามีหลายๆ ปัจจัยที่เร่งขบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวให้เกิดเร็วขึ้นกว่านั้น อันได้แก่ รังสียูวี มลพิษทางอากาศ การสูบบุหรี่ อาหาร และระดับความเครียด ฯลฯ

    รังสียูวี ที่ส่งผลกระทบต่อผิวหนังนั้น แบ่งเป็น 2 ชนิดตามลักษณะของคลื่นแสง ได้แก่ รังสียูวีเอ และ รังสียูวีบี

    รังสียูวีบี จะมีความยาวคลื่นที่สั้นกว่ารังสียูวีเอ จึงก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังชั้นนอก เป็นสาเหตุหลักของแสงแดดเผาไหม้ และกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน

    ส่วนรังสียูวีเอ จะแทรกซึมได้ลึกกว่าและรุนแรงกว่า

    ดังนั้นจึงส่งผลเสียแก่เส้นใยคอลลาเจนบริเวณผิวหนังชั้นใน นำไปสู่การเกิดริ้วรอยตามมา แอสตาแซนตินจะดักจับอนุมูลอิสระที่ผลิตออกมาขณะที่มีการสัมผัสแสงแดด จึงทำให้ผิวหนังสามารถเกิดกระบวนการสร้างใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ และเหมาะสมมากขึ้น และจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแอสตาแซนตินสามารถลดริ้วรอยและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวหนังได้

  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานสามารถรับประทานแอสตาแซนตินได้หรือไม่

    ผู้ที่มีโรคประจำตัวและรับประทานยาตามแพทย์สั่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งที่จะมีการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
    โรคเบาหวาน เป็น สภาวะความผิดปกติที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีสาเหตุมากจากการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน(สร้างจากตับอ่อน)ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บน้ำตาลกลับไปไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงตามมา
    มีผลการศึกษาพบว่าอนุมูลอิสระที่เหนี่ยวนำมาจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้น เป็นส่วนหนึ่งในการส่งผลให้มีการดำเนินของโรคและอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานขึ้น ได้แก่ ตาบอด ไตวาย ถูกตัดแขนหรือขา
    ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่เสี่ยงกับการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ แอสตาแซนตินก็สามารถป้องกันเซลล์ตับอ่อนจากการทำลายได้ มีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แอสตาแซนตินลดการดำเนินของโรคโดยชะลอความเป็นพิษของน้ำตาลกลูโคสและการทำลายไต

  • ฉันเคยอ่านหนังสือว่า แอสตาแซนตินช่วยลดความเมื่อยล้าของตาได้ จริงหรือไม่

    ความเมื่อยล้าของดวงตาเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน เมื่อเราใช้สายตาเพ่งกับงานที่มีความละเอียดสูงเช่น การอ่านหนังสือ, การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ กล้ามเนื้อตาชั้นในจะหดตัวมากขึ้นเป็นสาเหตุให้ระคายเคืองดวงตา ตาแห้ง และไม่สบายตา ผลการศึกษาพบว่า แอสตาแซนตินมีผลดีในการลดความเมื่อยล้าของดวงตา

    แอสตาแซนตินลดความเมื่อยล้าของดวงตาและช่วยปรับโฟกัสของดวงตาได้อย่างไร? แอสตาแซนตินต่อต้านการทำลายของอนุมูลอิสระ เนื่องจาก มีคุณสมบัติละลายในไขมันจึงสามารถซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยื่อหุ้มเซลล์สองชั้นที่กล้ามเนื้อตา แอสตาแซนตินช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่เส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงจอตา กล่าวคือ เลือดจึงสามารถมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ปรับย่อขยายเลนส์ตาได้ดีขึ้น
    หากเรามีการเพ่งที่หนังสือ หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน กล้ามเนื้อดังกล่าวเกิดการหดตัวมากขึ้น ผลที่ตามมาคือการปรับภาพแย่ลง
    ดังนั้น แอสตาแซนตินจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดวงตาทำให้การปรับภาพชัดเจนขึ้นและช่วยลดความเมื่อยล้าจากการหดตัวของกล้ามเนื้อดังกล่าวอีกด้วย

  • ฉันทราบมาว่า ปลา ก็พบสารแอสตาแซนตินได้เช่นกัน แต่ฉันแพ้ปลา ฉันสามารถรับประทานสวีดิช บิวตี้ คอมเพลกซ์ ได้หรือไม่

    แอสตาแซนติน เป็นสารที่ได้จากสกัด และมิใช่สารในกลุ่มโปรตีน ดังนั้น จึงมิใช่ สารก่อภูมิแพ้ ขณะที่สัตว์น้ำที่มีเปลือก เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ถูกจัดให้เป็นสารก่อภูมิแพ้และสามารถพบแอสตาแซนตินได้ โดยสาเหตุการเกิดภูมิแพ้นั้นเกิดจาก เปลือกของสัตว์ดังกล่าวมีโปรตีนบางชนิดที่ก่อให้เกิดการแพ้ ขณะที่สารแอสตาแซนตินที่ใช้ในสวีดิช บิวตี้ คอมเพลกซ์ นั้นได้จากการสกัดจากสาหร่ายจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับการแพ้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีประวัติการแพ้ ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดก่อนทุกครั้ง